สมาคมตำรวจ » The Royal Thai Police Association
logo สมาคมตำรวจ
สมาคมตำรวจ
นายกสมาคม
พลตำรวจเอก สุวรรณ สุวรรณเวโช
เกี่ยวกับสมาคม +
สถิติสมาคมตำรวจ
ผู้ที่เป็นสมาชิกแล้ว 7,829
ผู้ที่ยังไม่เป็นสมาชิก 7
ผู้ที่ยังไม่ทราบสถานะ 9,599
จำนวนผู้ลงทะเบียน 17,435
ผู้เยี่ยมชมวันนี้ 24
ผู้เยี่ยมชมเมื่อวานนี้ 176
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด 106,179
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง +
ข้อบังคับของสมาคมตำรวจ พ.ศ. ๒๕๕๕

ข้อบังคับของสมาคมตำรวจ

THE ROYAL THAI POLICE ASSOCIATION

ข้อบังคับของสมาคมตำรวจ  พ.ศ.  ๒๕๕๕

--------------

หมวดที่  ๑  ความทั่วไป

ข้อ  ๑.  สมาคมนี้มีชื่อว่า “สมาคมตำรวจ”  ย่อว่า “สตร.”เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “THE ROYAL THAI POLICE ASSOCIATION” ย่อว่า “ R.T.P.A.”

ข้อ  ๒.   เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็นรูปโล่และเขนภายในโล่มีรูปมือแปดมือประสานกันมีตัวหนังสือเขียนว่า “สมาคมตำรวจ”  อยู่ด้านบนและ “THE ROYAL THAI POLICE ASSOCIATION” อยู่ด้านล่าง โล่เขนหมายถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ มือแปดมือประสานกันหมายถึงความสามัคคีร่วมมือกันทั่วทุกสารทิศ  

ข้อ  ๓.  สำนักงานของสมาคมตั้งอยู่ ณ สโมสรตำรวจ (โรงเรียนตำรวจนครบาล) เลขที่ ๘๙ หมู่ ๓ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่  กรุงเทพฯ ๑๐๒๑๐

               สมาคมตำรวจ  จัดตั้งสำนักงานสมาคมตำรวจสาขาได้ตามความเหมาะสม  สำหรับระเบียบของสำนักงานสมาคมตำรวจสาขาให้ใช้ระเบียบเดียวกัน โดยคณะกรรมการสมาคมตำรวจเป็นผู้กำหนด

               สมาคมตำรวจสาขาไม่เป็นนิติบุคคล เป็นองค์กรในกำกับของสมาคมตำรวจ สมาคมตำรวจสาขาจะมีผลสมบูรณ์เมื่อที่ประชุมใหญ่สมาคมตำรวจให้การรับรองแล้ว

                นายกสมาคมตำรวจสาขาเป็นที่ปรึกษาสมาคมตำรวจโดยตำแหน่ง และเมื่อมีการจัดตั้งสภาวิชาชีพตำรวจแล้ว ให้ตัวแทนสมาคมตำรวจ

          สาขาเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพตำรวจ

หมวดที่  ๒  วัตถุประสงค์

ข้อ  ๔.  วัตถุประสงค์ของสมาคมตำรวจ  เพื่อ

    ๔.๑  เป็นแหล่งกลาง สำหรับสมาชิกในการแลกเปลี่ยนความรู้  ความคิดเห็นและประสบการณ์ ในเรื่องการปฏิบัติราชการและปัญหาของข้าราชการตำรวจในเรื่องอื่นๆ

                ๔.๒  ขับเคลื่อน ผลักดัน ให้สมาชิกและข้าราชการตำรวจตลอดจนบุคคลอื่นที่ได้ประกอบคุณงามความดีที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติซึ่งสมควรจะได้รับการยกย่องประกาศเกียรติคุณ เผยแพร่ให้ปรากฏต่อสาธารณะ

                ๔.๓  ส่งเสริมจริยธรรมและการศึกษาของตำรวจ  เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และราษฎร อาสาสมัคร  เผยแพร่ความรู้ แนวความคิดและวิทยาการใหม่ แก่สมาชิกและผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ  ที่จะเป็นการส่งเสริมให้การปฏิบัติราชการมีประสิทธิภาพและเป็นผลดีแก่ประเทศชาติเป็นส่วนรวม

                ๔.๔  ส่งเสริมสนับสนุนการรักษาความสงบเรียบร้อย  การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้เป็นไปอย่างถูกต้องและบังเกิดผลดีแก่ ส่วนรวม  รวมทั้งมีการปฏิบัติแก่ข้าราชการตำรวจด้วยความเหมาะสมและเป็นธรรมทั้งแก่ข้าราชการและสังคม

                ๔.๕  ส่งเสริมและร่วมมือกับส่วนราชการ  ให้มีการปรับปรุงแก้ไขระบบราชการ  และการปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างภาคประชาชนให้มีความเข้มแข็งในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

                ๔.๖  ทำการศึกษา วิจัย เป็นที่ปรึกษาด้านสังคมศาสตร์ ตลอดจนการสำรวจ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล รายงานหรือเผยแพร่ผลงานวิจัย รวมทั้งการดำเนินกิจกรรม สนับสนุนการวิจัย อันเป็นคุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ

                ๔.๗  สนับสนุนส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีของบุคคล  และมวลสมาชิก  ขจัดความไม่เป็นธรรมในสังคม

    ๔.๘  แสวงหาแนวทางสงเคราะห์และช่วยเหลือสมาชิกรวมทั้งตำรวจและประชาชนทั่วไปในด้านสวัสดิการและการบริการสาธารณะอื่นๆ โดยการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการสมาคมตำรวจ  กองทุนนี้ได้มาจากการขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล การรับบริจาคจากภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ  รวมทั้งการแสวงหารายได้มาเข้ากองทุนเพื่อบริหารจัดการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนสวัสดิการสมาคมตำรวจ  เช่นการจำหน่ายสลากต่างๆ ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นต้น  

                ๔.๙  เป็นตัวแทนของสมาชิกในการติดต่อสัมพันธ์กับสมาคม  หรือสถาบันอื่นใดทั้งในและนอกประเทศ  ทั้งนี้ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการทางการเมือง

หมวดที่  ๓  สมาชิก

ข้อ  ๕.  สมาชิกสมาคมมี  ๓  ประเภท

                 ๕.๑ ประเภทที่  ๑  สมาชิกสามัญ  ได้แก่  ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตำรวจหรือลูกจ้างประจำ  หรือข้าราชการบำเหน็จบำนาญที่รับหรือเคยรับเงินเดือนจากงบประมาณของกรมตำรวจทุกระดับ

                 ๕.๒ ประเภทที่  ๒  สมาชิกวิสามัญ  ได้แก่  ผู้มีส่วนร่วมในงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม  หรือเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ทางราชการตำรวจและสังคมเป็นส่วนรวม  โดยสมาชิกเป็นผู้เสนอ

                 ๕.๓ ประเภทที่  ๓  สมาชิกกิตติมศักดิ์  ได้แก่  บุคคลผู้ทรงเกียรติหรือทรงคุณวุฒิหรือผู้มีอุปการคุณแก่สมาคม  ซึ่งคณะกรรมการลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม

ข้อ  ๖.  สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ  ดังต่อไปนี้

                ๖.๑  เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย

                ๖.๒  ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ

                ๖.๓  ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย  หรือไร้ความสามารถ  หรือเสมือนไร้ความสามารถ  หรือต้องโทษจำคุกยกเว้นความผิดฐานประมาท  หรือลหุโทษ  การต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดในกรณีดังกล่าว  จะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือในระหว่างเป็นสมาชิกของสมาคมเท่านั้น

ข้อ  ๗.  ค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม

                ๗.๑  สมาชิกสามัญจะต้องเสียค่าลงทะเบียน  ๕๐  บาท  และค่าบำรุงตลอดชีพ  ๓๐๐  บาท

                ๗.๒  สมาชิกวิสามัญจะต้องเสียค่าลงทะเบียน ๕๐ บาท และค่าบำรุงเป็นรายปีๆละ ๒๐๐ บาท หากขาดการชำระค่าบำรุงเกินกว่า ๒ ปี ติดต่อกัน  ให้ถือว่าขาดจากสมาชิกภาพ 

                ๗.๓  สมาชิกกิตติมศักดิ์ไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงแต่อย่างใด

                ๗.๔  สมาชิกทุกประเภทจะสมบูรณ์ต่อเมื่อคณะกรรมการสมาคมลงมติรับเป็นสมาชิก

ข้อ  ๘.  การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมให้ผู้ประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมต่อเลขาธิการ  โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย ๑ คน และให้เลขาธิการตรวจสอบแล้วเสนอใบสมัครเป็นสมาชิกพร้อมด้วยความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเมื่อคณะกรรมการมีมติรับผู้ใดเป็นสมาชิกแล้ว  ให้เลขาธิการแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้นั้นทราบและประกาศชื่อไว้  ณ  สำนักงานใหญ่ของสมาคมไม่น้อยกว่า  ๑๕  วัน

ข้อ  ๙. ผู้สมัครเป็นสมาชิกต้องชำระค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงในวันยื่นใบสมัคร

ข้อ ๑๐ ในกรณีที่คณะกรรมการมีมติไม่รับผู้ใดเป็นสมาชิกให้เลขาธิการแจ้งเป็นหนังสือพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้นั้นทราบและคืนเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงให้แก่ผู้นั้นภายใน  ๓๐  วัน  นับแต่วันที่คณะกรรมการมีมติ

ข้อ ๑๑. สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุ  ดังต่อไปนี้

                ๑๑.๑  ตาย

                ๑๑.๒  ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ  และคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ  และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย

                ๑๑.๓  ขาดคุณสมบัติสมาชิก

                ๑๑.๔  ที่ประชุมใหญ่ของสมาคม  หรือคณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียน  เพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤตินำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม

ข้อ  ๑๒. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

                 ๑๒.๑   มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน

                 ๑๒.๒   มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการ

                 ๑๒.๓   มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่างๆ  ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น

                 ๑๒.๔   มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม

                 ๑๒.๕   สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง  หรือได้รับการเลือกตั้ง  หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคมและมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆในที่ประชุมได้คนละ  ๑  คะแนนเสียง

                 ๑๒.๖   มีสิทธิร้องขอต่อสมาคม เพื่อให้ความช่วยเหลือในกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือกรณีที่มีปัญหาอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่

                 ๑๒.๗   มีสิทธิเข้าร่วมชื่อกันอย่างน้อย  ๑  ใน  ๕  ของสมาชิกสามัญทั้งหมดและทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้

                 ๑๒.๘   มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ  และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด

                 ๑๒.๙   มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม

                 ๑๒.๑๐ มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่างๆ  ของสมาคม

                 ๑๒.๑๑ มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น

                 ๑๒.๑๒ มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

ข้อ  ๑๓.  สมาชิกกิตติมศักดิ์และสมาชิกวิสามัญ  มีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับสมาชิกสามัญ  เว้นแต่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งหรือรับเลือกตั้ง

 

หมวดที่  ๔  การดำเนินกิจการของสมาคม

ข้อ  ๑๔.  ให้มีคณะกรรมการสมาคม  จำนวน  ๔๒  คน  ประกอบด้วย  นายกสมาคม  ๑  คน  รองนายกสมาคม ๕ คน  เลขาธิการสมาคม  ๑  คน กรรมการอีก ๓๕ คน นายกสมาคม  รองนายกสมาคม คนที่ ๑ และเลขาธิการสมาคม ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิกสามัญ  ให้นายกสมาคมแต่งตั้งกรรมการดังนี้ รองนายกสมาคมคนที่  ๒-๕  รวม  ๔  คน  จากผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ๑  คน  จากผู้ทรงคุณวุฒิ  ๕  คน  จากข้าราชการตำรวจชั้นประทวนที่เป็นสมาชิกประเภทสามัญอย่างน้อย  ๔  คน  จากสมาชิกประเภทสามัญและสมาชิกประเภทวิสามัญ อีกไม่เกิน ๒๕  คนให้นายกสมาคมแต่งตั้งกรรมการดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการ เหรัญญิก ปฏิคม นายทะเบียน ประชาสัมพันธ์ และตำแหน่งอื่นตามที่ เห็นสมควร ให้เลขาธิการเป็นเลขานุการที่ประชุมคณะกรรมการ 

ข้อ ๑๕. คณะกรรมการสมาคมมีวาระการดำรงตำแหน่งได้คราวละ ๓ ปี แต่จะดำรงตำแหน่งเกินกว่า ๒ วาระติดต่อกันมิได้  
 ในกรณีที่คณะกรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง  และยังไม่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการใหม่  ให้คณะกรรมการนั้นปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่  โดยให้รีบดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และเสนอรายชื่อขออนุญาตจดทะเบียน ภายใน ๓๐ วัน

ข้อ  ๑๖.  กรณีที่นายกสมาคมพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ  หรือไม่อยู่  หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองนายกสมาคมคนที่ ๑  เป็นผู้รักษาการแทนกรณีที่กรรมการสมาคมที่มิได้มาจากการเลือกตั้งว่างลงก่อนครบกำหนดให้นายกสมาคมแต่งตั้งสมาชิกสามัญเป็นกรรมการแทนได้กรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งแทนนี้อยู่ในตำแหน่งได้ตามวาระของกรรมการที่ตนแทน

ข้อ  ๑๗.  คณะกรรมการมีสิทธิเชิญผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้ทำประโยชน์แก่สมาคมเป็นที่ปรึกษาได้ ที่ปรึกษาอยู่ในตำแหน่งได้เท่าอายุของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง

ข้อ  ๑๘. กรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่งซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผล  ดังต่อไปนี้คือ

                  ๑๘.๑  ตาย

                  ๑๘.๒  ลาออก

                  ๑๘.๓  ขาดจากสมาชิกภาพ

                  ๑๘.๔  ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง

ข้อ  ๑๙. กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการและให้พ้นจากตำแหน่ง เมื่อคณะกรรมการมีมติให้ออก

ข้อ  ๒๐. ผู้ที่คณะกรรมการมีมติรับเป็นสมาชิกก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๓๐ วันมีสิทธิเลือกตั้งนายกสมาคม รองนายกสมาคม  และเลขาธิการสมาคมผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกสมาคม  รองนายกสมาคมและเลขาธิการสมาคมจะต้องเป็นสมาชิกที่มีความสนใจช่วยเหลือเกื้อกูลกิจการของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า  ๕  ปี  ก่อนวันเลือกตั้ง

ข้อ  ๒๑. ในการเลือกตั้ง  สมาชิกจะมาใช้สิทธิด้วยตนเองโดยลงคะแนนลับ  หรือลงคะแนนทางไปรษณีย์ก็ได้  หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจะกำหนดต่อไป

ข้อ  ๒๒. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

                  ๒๒.๑  มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ  เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติโดยระเบียบปฏิบัตินั้น จะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้

                  ๒๒.๒  มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม

                  ๒๒.๓  มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา  หรืออนุกรรมการได้  แต่กรรมการที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง

                  ๒๒.๔  มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี  และประชุมใหญ่วิสามัญ

                  ๒๒.๕  มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ  ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้

                  ๒๒.๖  มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม  เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

                  ๒๒.๗  มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด  รวมทั้งการเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม

                  ๒๒.๘  มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ  ตามที่สมาชิกสามัญ  จำนวน  ๑  ใน  ๕ ของสมาชิกทั้งหมด  ได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น  ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน  ๓๐  วัน  นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ

                  ๒๒.๙  มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ  ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน  ทรัพย์สินและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ  ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ  และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ

                  ๒๒.๑๐ จัดทำบันทึกการประชุมต่างๆ  ของสมาคม  เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ

                  ๒๒.๑๑  มีหน้าที่อื่นๆ  ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

ข้อ  ๒๓.  คณะกรรมการต้องประชุมกันอย่างน้อยสามเดือนต่อ ๑ ครั้ง  ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม

ข้อ  ๒๔.  การประชุมคณะกรรมการจะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุม  ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการ  ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์  แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ  ๒๕.  ในการประชุมคณะกรรมการ  ถ้านายกสมาคมและรองนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้  ก็ให้กรรมการที่เข้าร่วมประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง  เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
 

หมวดที่ ๕ การประชุมใหญ่

ข้อ ๒๖.       การประชุมใหญ่ของสมาคม ๒ ชนิด คือ

                  ๒๖.๑  ประชุมใหญ่สามัญ

                  ๒๖.๒  ประชุมใหญ่วิสามัญ

ข้อ ๒๗.  คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๆ ละ ๑ ครั้ง ภายในเดือนมีนาคมของทุก ๆ ปี

ข้อ ๒๘.  การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นควรจัดให้มีขึ้น หรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของสมาชิกสามัญทั้งหมด  ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดให้มีขึ้น

ข้อ ๒๙.  การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้เลขาธิการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบและการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษรอักษร โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ ให้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๗ วัน ก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่

ข้อ ๓๐.  การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมใหญ่อย่างน้อยดังต่อไปนี้

                  ๓๐.๑  แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี

                   ๓๐.๒  แถลงบัญชีรายรับ – รายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมา ให้สมาชิกรับทราบ

                  ๓๐.๓  เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เมื่อครบกำหนดวาระ

                  ๓๐.๔  เลือกตั้งผู้สอบบัญชี

                  ๓๐.๕  เรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี)

ข้อ ๓๑.  ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุม ยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมให้คณะกรรมการของสมาคมเรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน ๑๔ วัน นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรกสำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใด ก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม ยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิก ก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่ ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก

ข้อ ๓๒.  การลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ ๓๓. ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคมและรองนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุมหรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุมให้ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่งให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

 

หมวดที่ ๖ การเงินและทรัพย์สิน

ข้อ ๓๔.  การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของสมาคมถ้ามีให้นำฝากไว้ธนาคารออมสิน หรือธนาคารพาณิชย์ที่ใกล้เคียงกับสถานที่ตั้งสมาคมแล้วแต่มติที่ประชุมคณะกรรมการจะเห็นสมควร

ข้อ ๓๕.  การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม จะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทนลงนามร่วมกับเหรัญญิกหรือเลขาธิการพร้อมกับประทับตราของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้

ข้อ ๓๖.  ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการและคณะกรรมการจะอนุมัติให้จ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) ถ้าจำเป็นต้องจ่ายเกินกว่านั้นต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม 

ข้อ ๓๗.  ให้เหรัญญิก มีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยได้

ข้อ ๓๘.  เหรัญญิก จะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุล ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการการรับ  หรือจ่ายเงินทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของนายกสมาคมหรือผู้ทำการแทน ร่วมกับเหรัญญิกหรือผู้ทำการแทน พร้อมทั้งประทับตราของสมาคมทุกครั้ง

ข้อ ๓๙.  ผู้สอบบัญชี จะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต

ข้อ ๔๐.  ผู้สอบบัญชี มีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการและสามารถจะเชิญกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถาม เกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้

ข้อ ๔๑.  คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ

 

หมวดที่ ๗  การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม

ข้อ ๔๒.  ข้อบังคับของสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และองค์ประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของสมาชิกสามัญทั้งหมดมติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒  ใน ๓ ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

ข้อ ๔๓.  การเลิกสมาคมจะเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่เลิกสมาคม จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด และองค์ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด

ข้อ ๔๔.  เมื่อสมาคมต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ตกเป็นของสมาคมหรือสถาบันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพของข้าราชการตำรวจ หรือสวัสดิการข้าราชการตำรวจ หรือ สนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพ ตามมติประชุมใหญ่ (ผู้รับต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณประโยชน์)

 

หมวดที่ ๘ บทเฉพาะกาล

ข้อ ๔๕.  ให้คณะกรรมการชุดปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และให้เปลี่ยนชื่อคณะกรรมการชุดเดิมให้เป็นไปตามข้อบังคับสมาชิกที่แก้ไขใหม่ ให้นายกสมาคมแต่งตั้งคณะกรรมการ ให้ครบตามข้อบังคับสมาคมที่แก้ไขใหม่ให้ปี ๒๕๔๑ เป็นปีแห่งการระดมสมาชิก ผู้ที่เป็นสมาชิกสามัญอยู่ก่อนแล้ว หรือผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกสามัญปี ๒๕๔๑ นับแต่การแก้ไขข้อคับสมาคมนี้มีผลใช้บังคับ ซึ่งได้เสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงแล้วให้ถือเป็นสมาชิกตลอดชีพ                                                  

 

 

หมายเหตุ

          ๑.  ข้อบังคับของสมาคมตำรวจ พ.ศ.๒๕๔๑ จดทะเบียน ลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๑

                ๒.  ข้อบังคับข้อ  ๑๔  แก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี  พ.ศ.๒๕๔๓  และจด

                     ทะเบียนการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ  ลงวันที่  ๘  มิถุนายน  พ.ศ.๒๕๔๓

                ๓.  ข้อบังคับข้อ ๓ วรรคสอง และข้อ ๔.๗ แก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 

                     พ.ศ. ๒๕๔๔ และจดทะเบียนการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๔         

                ๔.  ข้อบังคับข้อ ๑๔ แก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๑         

                     การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ 

             ๕   ข้อบังคับสมาคมตำรวจ พ.ศ.๒๕๕๒ หมวด ๑ ข้อ ๒,๓ หมวด ๒ ข้อ ๔.๘ หมวด ๔ ข้อ ๒๓

                  และหมวด ๖ ข้อ ๓๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ๒๕๕๔

                  เมื่อวันอังคารที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕       

 

 

                                                                                         พ.ต.ท.พร    แก้วฃ้าง          ผู้จัดทำข้อบังคับ

                                                                                                (  พร  แก้วช้าง )            

                                                                                                     ผู้ช่วยเลขาธิการสมาคมตำรวจ